Posted by: Je L | สิงหาคม 25, 2008

การอ่านตีความ

หลักการอ่านตีความ

มีดังนี้

1.อ่านเรื่องที่จะตีความนั้นให้ละเอียด เพื่อจับประเด็นสำคัญให้ได้ เริ่มด้วยการอ่านทบทวน เพื่อสำรวจว่าข้อความตอนใดมีข้อเท็จจริง ตอนใดผู้เขียนสอดแทรกความคิดเห็นหรือความรู้สึก หรือตอนใดแสดงอารมณ์ของผู้เขียน ต่อจากนั้นพิจารณาว่าผู้เขียนมีเจตนาอย่างไรในการเสนองานเขียนชิ้นนั้น หรือผู้เขียนมุ่งหวัง ให้ผู้อ่านสนองตอบอย่างไร มีแง่คิดอะไรที่น่าสนใจบ้าง สารข้อใดสำคัญที่สุด สารข้อใดสำคัญรอง ๆ ลงไป

2. ขณะที่อ่านต้องพยายามคิดหาเหตุผล และใคร่ครวญอย่างรอบคอบ แล้วนำมาคิดไตร่ตรองกับความคิดของตนเอง ว่าเรื่องที่อ่านนั้นมีความหมายถึงสิ่งใด อาจเสนอแนวความคิดแทรกและความคิดเสริม เพราะใน ขณะที่อ่านเรื่องผู้อ่านอาจเกิดความคิดแทรกบางประการระหว่างที่กำลังวินิจสารอยู่ หรือเกิดความคิดเสริม ที่สัมพันธ์กับแนวคิดของเรื่องหลังจากตีความสารจบแล้ว จึงควรบันทึกไว้ด้วยประโยคที่กระชับ สื่อความหมาย ชัดเจน และสมเหตุสมผล เพราะความคิดนั้นอาจได้รับความสนใจ และนำไปคิดต่อให้เกิดประโยชน์ต่อไปได้

3. พยายามทำความเข้าใจกับคำหรือวลีที่เห็นว่ามีความสำคัญ และจะต้องไม่ลืมตรวจดู บริบท(Context)ด้วยว่าได้กำหนดความหมายของถ้อยคำนั้นอย่างไร

4. การตีความไม่ใช่การถอดคำประพันธ์ที่เป็นเพียงการเก็บความหมายของบทประพันธ์มาเรียบเรียงเป็นร้อยแก้วให้ครบความหมายเท่านั้นแต่การตีความเป็นการจับเอาแต่ใจวามสำคัญจะคงไว้ซึ่งคำของข้อความเดิมไม่ได้ ถ้าข้อความนั้นมีสรรพนามจะต้องเปลี่ยนเป็นสรรพนามบุรุษที่ 3 ทันที

5. การเรียบเรียงถ้อยคำที่ได้จากการตีความจะต้องมีความหมายที่ชัดเจน ซึ่งผู้อ่านจะต้องได้รับการฝึกฝนการวิเคราะห์สาร โดยเริ่มต้นจากการพิจารณารูปแบบ แล้วจึงพิจารณาแนวคิดและเนื้อเรื่องเพื่อดูว่ามีความกลมกลืนกันหรือไม่ จากนั้นพิจารณากลวิธีในการเสนอเรื่องและดำเนินเรื่องตลอดจนสำนวนภาษา สามารถ
แบ่งลักษณะการวิเคราะห์งานเขียนได้ ดังนี้          5.1 การวิเคราะห์คำ เป็นการอ่านที่ต้องสังเกตคำในประโยคที่อ่านว่าใช้ผิดแบบแผนของหลักภาษา อย่างไรผู้อ่านจะต้องรู้จักแก้ไขคำที่ผิดพลาดนั้นให้ถูกต้อง เช่น ใช้คำผิดความหมาย
          ประเทศจีนได้ปฏิรูปอุตสาหกรรมจากแรงงานคนเป็นแรงงานเครื่องจักร
          ประเทศจีนได้ปฏิวัติอุตสาหกรรมจากแรงงานคนเป็นแรงงานเครื่องจักร
ใช้คำไม่เหมาะสม
อาจารย์สุรชัยโล่งอกที่โครงการสร้างสรรค์เสียงศิลป์เข้าฝักแล้ว
อาจารย์สุรชัยโล่งอกที่โครงการสร้างสรรค์เสียงศิลป์เข้าร่องเข้ารอยแล้ว
ใช้คำฟุ่มเฟื่อย
          คนยากจนที่ขัดสนเงินทองย่อมต้องทำงานหนัก
          คนยากจน ย่อมต้องทำงานหนัก
          5.2 การวิเคราะห์รูปแบบ ผู้อ่านจะต้องรู้ว่าข้อเขียนที่ตนอ่านนั้นมีรูปแบบการเขียนอย่างไร ได้แก่ ข่าว บทความ อนุทิน ฯลฯ

          5.3 การวิเคราะห์ทัศนะของผู้แต่ง ผู้อ่านควรคิด พิจารณาไตร่ตรองให้รอบคอบในขณะอ่านเพื่อจะได้รับประโยชน์จากการอ่านได้อย่างมากที่สุด ซึ่งจะช่วยให้ผู้อ่านมองเห็นทัศนะของผู้แต่งได้ว่าเป็นคนมองโลกในแง่ใด และยังเป็นความคิดในการพิจารณาว่าควรเห็นคล้อยตามด้วยหรือไม่การอ่านวิเคราะห์แบบนี้เป็นพื้นฐานของ การอ่านอย่างมีวิจารณญาณต่อไป

          5.4 การวิเคราะห์รส ในการอ่านหนังสือทั่วไป โดยเฉพาะหนังสือบันเทิงคดีนอกเหนือจากการอ่านเพื่อเข้าใจความหมายแล้ว ผู้อ่านควรพิจารณารสของหนังสือนั้นด้วย ซึ่งเป็นแนวทางให้ผู้อ่านเข้าถึงเรื่องที่อ่านได้ง่ายขึ้น รสของหนังสือมีมากมายหลายประเภท ดังที่กล่าวไว้ในตำราอลังการศาสตร์ของอินเดีย ดังนี้
          ศฤงคารรส รสแห่งความรัก
          หาสยรส รสแห่งความขบขัน
          กรุณารส รสแห่งความเมตตากรุณา
          รุทธรส รสแห่งความโกรธเคือง
          วีรรส รสแห่งความกล้าหาญ
          ภยานกรส รสแห่งควมกลัว ความทุกข์เวทนา
          พีภตสรส รสแห่งความชัง ความรังเกียจ
          อพภูตรส รสแห่งความพิศวงประหลาดใจ
          ศานติรส รสแห่งความสงบ
 

 

 

          6. ในการอ่านตีความทั้งที่เกี่ยวกับเนื้อหา และน้ำเสียงจากเรื่อง ผู้อ่านต้องคำนึงเสมอว่าเป็นเพียงการตีความตามความรู้และความคิดของผู้อ่านเท่านั้น ผู้อื่นไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยกับความคิดของเราก็ได้ แต่จะพิจารณากันที่การให้เหตุผลเป็นประการสำคัญ

 

 


ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

หมวดหมู่

%d bloggers like this: